เครื่องฟอกอากาศ

เครื่องฟอกอากาศ

เครื่องฟอกอากาศ คือ เครื่องมือที่หลายคนเลือกมาใช้เพื่อแก้ปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 แล้วเทคโนโลยีแบบไหนที่จะตอบโจทย์ของคุณ

 

เทคโนโลยีเครื่องฟอกอากาศ

คุณทราบหรือไม่ว่า เครื่องฟอกอากาศที่คุณใช้อยู่นั้น ใช้เทคโนโลยี หรือหลักการอะไรมากำจัดฝุ่น

หลักการทำงานของเครื่องฟอกอากาศ (air purifier) นั้น มีมากกว่า 1 เทคโนโลยี แต่ที่เราคุ้นเคยกันที่สุด คือ “Filter”

สำหรับ filter ที่ใช้ จะประกอบไปด้วย Pre filter สำหรับกรองฝุ่นใหญ่ และ HEPA Filter ที่ทำหน้าที่กรองฝุ่นขนาดเล็ก

HEPA Filter จะทำหน้าที่หลักในการกรองเอาฝุ่นละอองต่างๆ รวมไปจนถึงเชื้อโรค ให้มีปริมาณลดลง ซึ่งโดยปกติแล้ว ผู้ผลิตก็มักจะเลือกใช้ HEPA Filter ระดับ H13 ซึ่งจะมีประสิทธิภาพการกรองอยู่ที่ 99.97% ซึ่ง HEPA Filter นั้นถูกใช้อย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นที่ยอมรับ มีราคาที่ถูกมากในปัจจุบัน ทำให้มีผู้ผลิตเครื่องฟอกอากาศ โดย HEPA Filter เพราะทำงานง่าย ไม่มีอะไรซับซ้อน

ในปัจจุบัน มีเทคโนโลยีชนิดใหม่ ที่ไม่ต้องใช้ ฟิลเตอร์ “Safe Breath” ด้วยเทคโนโลยี Electrostatic Filtration

 

Electrostatic Filtration

เป็นเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นมาหลายสิบปีแล้ว แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยม เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูง

หลักการทำงาน : ใช้ไฟฟ้าแรงดันสูง (ระดับกิโลโวลต์) เข้าไปที่ขดลวด และ แผ่นเพลท ทำให้เกิดสนามไฟฟ้าความเข้มสูง เมื่อฝุ่น หรือ เชื้อโรควิ่งเข้ามาผ่านขดลวด ซึ่งทำหน้าที่เป็นขั้วบวก ฝุ่นก็จะมีประจุบวกปริมาณตามขนาดของมันเอง แล้ววิ่งเข้าไปยังแผ่นเพลท ซึ่งมีสนามไฟฟ้าอยู่ และ ฝุ่นก็จะวิ่งเข้าไปติดบนแผ่นเพลทที่เป็นขั้วลบ ตามกฏของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะทำงานได้ดีกับฝุ่นที่มีขนาดเล็ก (<10 um)

นอกจากนั้นแล้ว เทคโนโลยีนี้ยังมีข้อดีที่ไม่มีในเทคโนโลยีอื่น ก็คือ เจ้าสนามไฟฟ้าแรงสูงนี้ มีพลังงานสูงเพียงพอ ที่จะทำลายเปลือกหุ้มเซลล์ ของเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็น แบคทีเรีย หรือ ไวรัส (เอกสารอ้างอิงงานวิจัย) ทำให้เชื้อโรคตาย และ เกาะติดกับแผ่นเพลท เหมือนกับที่สบู่หรือแอลกอฮอล์ จัดการกับผนังหุ้มเซลล์ของไวรัส

 

ข้อควรระวังของการเครื่องกรองฝุ่น ชนิดต่างๆ

เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ย่อมมีข้อควรระวังก็จะแตกต่างกันไปด้วย

ข้อควรระวังในการในการใช้ Electrostatic Filtration

คือ ปริมาณโอโซนที่เกิดขึ้นจากเครื่อง เนื่องจากการใช้สนามไฟฟ้าแรงสูง ถึงแม้โอโซนจะมีประสิทธิภาพในการกำจัดกลิ่น สารเคมี และเชื้อโรค แต่ก็มีโทษ เช่นกัน ผู้ผลิตที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น จึงจะสามารถ Optimize ให้เครื่องสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปลดปล่อยโอโซน ต่ำมาก จนไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้งาน (ค่ามาตรฐานโอโซน 0.05 ppm)

ข้อควรระวังในการในการใช้ HEPA FILTER

การนำเอาเครื่องฟอกอากาศแบบใช้ HEPA Filter โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน เมื่อเจ้า “โควิด 19” ระบาดไปทั่ว คือ

  • การรั่วของการประกอบหรือการรั่วของตัว Filter เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเอาเครื่องฟอกอากาศไปใช้ในสถานพยาบาล โรงพยาบาลสนาม ห้องทันตกรรม หรือ ใน โรงพยาบาล เพราะนั่นแปลว่า ความเสี่ยงที่เชื้อโรคในบริเวณนั้น จะผ่านเครื่องฟอก แล้วย้อนกลับมาหาคนในห้อง ก็สูงขึ้นด้วย ซึ่งเรื่องนี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการทำการตรวจสอบ Leak Test ตามมาตรฐาน ISO 14644-3 หรือ NEBB
  •  การที่เชื้อโรคจะสะสมอยู่บนฟิลเตอร์ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าการที่เครื่องฟอกสามารถลดฝุ่นหรือเชื้อโรคในห้องลงได้ก็ด้วยการดักฝุ่นหรือเชื้อโรคไว้บนฟิลเตอร์ ดังนั้นฟิลเตอร์ก็จะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคไปโดยปริยาย ซึ่งทำให้เรามีความเสี่ยงในการที่จะได้รับเชื้อโรคย้อนกลับจากเชื้อโรคที่สะสมอยู่บนฟิลเตอร์ และ ความเสี่ยงเมื่อเราต้องถอดฟิลเตอร์เปลี่ยน ซึ่งเรื่องนี้ เบื้องต้นสามารถแก้ไขได้ด้วยการติด หลอด UVC เอาไว้ที่ทางด้านหน้าของฟิลเตอร์ขาเข้า

นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่ต้องพิจารณาอีก 2 อย่างในการใช้เครื่องฟอกแบบใช้ฟิลเตอร์คือ

  •  อัตราการสิ้นเปลืองพลังงาน เนื่องจาก ฟิลเตอร์ เมื่อใช้งานเป็นเวลานาน ก็จะมีฝุ่นมาเกาะอยู่บนฟิลเตอร์ ทำให้อากาศไหลผ่านได้ยากขึ้น ทำให้พัดลมของเครื่องต้องทำงานหนักขึ้น ซึ่งใครใช้เครื่องฟอกอากาศอยู่จะสามารถสังเกตได้ว่า เมื่อตอนที่ซื้อมาใหม่ๆ หรือ เพิ่งเปลี่ยนฟิลเตอร์ ใหม่ๆ ลมที่ออกจากเครื่องจะแรงมาก แต่เมื่อผ่านไปสัก เดือน หรือ สองเดือน ลมจะค่อยๆ เบาลง
  • การสร้างขยะ ที่ไม่สามารถทำลายได้ให้กับโลก เนื่องจาก HEPA Filter นั้น ผลิตจากแผ่นพลาสติก ประเภท PE การกำจัดจึงทำได้ยาก และ ก่อให้เกิดมลพิษสูง

 

“Safe Breath”

  • เครื่องฟอกอากาศ ที่ทำได้มากกว่าการกำจัดฝุ่น
  • กำจัดฝุ่นได้ >99% ด้วยเทคนิค Electrostatic Filtration*
  • กำจัดไวรัส และแบคทีเรีย ด้วยเทคนิค Anion Generator *
  • กำจัด Formaldehyde ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งได้ >90% *
  • ปลอดภัยต่อ โอโซน โดยมีอัตราการปลดปล่อย โอโซน ที่ <0.002ppm
  • ประหยัดพลังงาน
  • ทำงานเงียบ ไม่มีเสียงรบกวน
  • เหมาะสำหรับพื้นที่ขนาด 15-25 ตารางเมตร
  • ขนาดกะทัดรัด ไม่สิ้นเปลืองเนื้อที่
  • น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายง่ายด้วยล้อ พร้อมแป้นล็อกให้อยู่กับที่
  • ให้แรงลมสม่ำเสมอ เพราะไม่ใช้ Filter จึงทำให้ไม่เกิดการอุดตันของลม
  • ชุดกรองสามารถถอดทำความสะอาดได้ ตลอดอายุการใช้งาน ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบ่อยๆ  “ช่วยลดปริมาณขยะ”

 

จัดการอากาศให้สะอาดด้วยเทคโนโลยี 3 พลังประสิทธิภาพ

Electrostatic Filtration

อากาศที่ปนเปื้อนจะไหลเข้าสู่ Large Particle Filter ช่วยลดฝุ่นขนาดใหญ่ ก่อนจะเดินทางเข้าสู่ Electrostatic Filter เพื่อทำการสร้างประจุบวกให้กับอนุภาค จากนั้นฝุ่นจะถูกดักจับ ด้วย Trapped Particles ซึ่งการดักจับจะสามารถทำได้ทั้งละอองฝุ่นขนาดเล็ก ละอองน้ำมัน และอนุภาคต่างๆ

Plasma Screen

สารเคมีที่มักพบในอาคาร หรือบ้าน เช่น Formaldehyde TVOC เป็นทั้งสารอันตรายและก่อให้เกิดกลิ่น ซึ่งเราสามารถกำจัดได้ด้วย “โอโซน”

โอโซนจะเกิดขึ้นเมื่ออากาศผ่าน Electrostatic Filtration ทำให้ ออกซิเจน ถูกเปลี่ยนให้เป็น โอโซน และเดินทางต่อไปยัง Plasma Screen เพื่อดักจับและออกซิไดซ์สารเคมี เพื่อช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ สุดท้าย โอโซนก็จะสลายตัวกลีบเป็นออกซิเจน ตามเดิม

Anion Generator

ประจุลบจาก Anion Generator สามารถกำจัดเชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส เกสรดอกไม้ สะเก็ดผิวหนังของสัตว์เลี้ยง ควันบุหรี่ ได้ เนื่องจากเมื่ออากาศผ่าน Electrostatic จะถูกทำให้เป็นประจุบวก และกลายเป็นเหมือนอนุภาคที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เมื่อเดินทางมายัง Anion Generator จะตกลงบนพื้น หรือถูกจับบริเวณพื้นผิวก่อนปล่อยอากาศออกสู่ภายนอก

 

อัตราการสิ้นเปลืองพลังงาน

การเลือกใช้เครื่องฟอกอากาศนอกจากเรื่องเทคโนโลยีแล้ว อัตราการใช้พลังงานก็มีความสำคัญ

อัตราการสิ้นเปลืองพลังงาน ของ “Safe Breath” รุ่น APS-200 ใช้กำลังเพียง 15 Watt

หาก เปิดใช้งาน 24 ชม ตลอด 365 วัน จะคิดเป็น 131400 W.hr หรือ 131.4 หน่วย

ดังนั้น เมื่อคำนวณเป็นค่าไฟ (ค่าไฟหน่วยละ 4.4 บาท) คิดเป็นค่าไฟ 578.16 บาท หรือ 1.584 บาทต่อวัน

 

มั่นใจด้วยเอกสารรับรอง

SafeBreath ได้รับการรับรองจากสถาบัน Guangzhou Testing Center of Industrial Microbiology ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงในประเทศจีน ได้ให้การรับรองการทดสอบว่า safe breath APS-200 นั้น

  •  สามารถกำจัดฝุ่น PM2.5 ได้ >99%
  •  สามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้ >99%
  •  สามารถกำจัดสาร VOCs ได้มากกว่า 90%
  •  สามารถกำจัดสาร Formaldehyde ได้มากกว่า 90%

หมายเหตุ:

  • ระยะเวลาการทดสอบ 60 นาที
  • ทดสอบตามมาตรฐาน GB/T18801-2015

 

มั่นใจด้วยการรับประกัน

รับประกัน 1 ปี เสีย เปลี่ยนเครื่องใหม่ให้ทันที

 

มั่นใจด้วยระบบความปลอดภัย

Safe Breath–มีระบบ smart safety เครื่องจะตัดการทำงานโดยอัตโนมัติ หากผู้ใช้เปิดฝาเครื่อง หรือ ระบบขัดข้อง

Safe Breath–ปริมาณ โอโซนที่ปลดปล่อย น้อยกว่า 0.002 ppm ( ค่ามาตรฐาน 0.05 ppm )

Safe Breath–มี Air Quality Sensor คอยตรวจสอบคุณภาพอากาศภายในห้อง และ เครื่องจะปรับการทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อ คุณภาพ