ผลกระทบของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Field: EMF) ในสถานพยาบาล

การบริหารจัดการและผลกระทบของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Field: EMF) ต่อสุขภาพและความปลอดภัยในสถานพยาบาล

ในงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของสถานพยาบาล (Healthcare Occupational Health & Safety) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.วิชาชีพ) และเจ้าหน้าที่อาชีวเวชกรรม มักมุ่งเน้นไปที่การควบคุมรังสีชนิดก่อประจุ (Ionizing Radiation) เช่น          รังสีเอกซ์จากเครื่อง CT Scan หรือรังสีแกมมาในแผนกเวชศาสตร์นิวเคลียร์ อย่างไรก็ดี สนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Fields: EMF) ซึ่งจัดเป็นรังสีชนิดไม่ก่อประจุ (Non-Ionizing Radiation) จากเครื่องมือแพทย์ประสิทธิภาพสูงและระบบสื่อสารภายในโรงพยาบาล ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงทางกายภาพที่สำคัญและจำเป็นต้องมีการตรวจวัดควบคุมอย่างเข้มงวดเพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน

มาตรฐานเกณฑ์ขีดจำกัด: ICNIRP และ กสทช.

การประเมินความปลอดภัยในการรับสัมผัสคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีการพัฒนาเกณฑ์อ้างอิงอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เท่าทันกับเทคโนโลยีทางการแพทย์และโทรคมนาคมที่ซับซ้อนขึ้น

  • ICNIRP 1998: เป็นมาตรฐานรากฐานสากลที่ครอบคลุมช่วงความถี่ 1 Hz ถึง 300 GHz โดยมุ่งเน้นการป้องกันผลกระทบเฉียบพลันจากทั้งกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำในร่างกายและการสะสมความร้อนรวมทั่วร่างกาย (Whole-body Thermal Effects) เป็นเกณฑ์ที่แพร่หลายและถูกนำไปใช้เป็นฐานกฎหมายในหลายประเทศ
  • ICNIRP 2010 & 2020: มาตรฐาน ICNIRP ได้แยกขอบเขตการประเมินให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยปรับย่านความถี่ต่ำ (1 Hz ถึง 100 kHz) ไปใช้ ICNIRP 2010 เพื่อประเมินผลการกระตุ้นระบบประสาทและกล้ามเนื้อให้แม่นยำขึ้น และ ICNIRP 2020 สำหรับความถี่วิทยุและกลุ่มความถี่สูง (100 kHz ถึง 300 GHz) แทน ICNIRP 1998 โดยเพิ่มข้อกำหนดการปกป้องผิวเนื้อเยื่อเฉพาะจุด (Localized Exposure) การคำนวณค่าเฉลี่ยตามเวลา (Time Averaging) และรองรับเทคโนโลยีความถี่สูงในยุค 5G ย่านมิลลิเมตรเวฟ
  • ประกาศ กสทช. (ประเทศไทย): สำนักงาน กสทช. ได้ประกาศเกณฑ์ มาตรฐานความปลอดภัยต่อสุขภาพของมนุษย์จากการใช้เครื่องวิทยุคมนาคม  โดยอ้างอิงตามมาตรฐาน ICNIRP เพื่อควบคุมสถานีฐาน อุปกรณ์สื่อสารไร้สาย รวมถึงระบบเครือข่ายสัญญาณภายในอาคารโรงพยาบาล (เช่น Wireless Medical Telemetry หรือระบบ IoT ทางการแพทย์) เพื่อคุ้มครองบุคลากรและผู้ป่วยไม่ให้รับสัมผัสพลังงานความถี่วิทยุสะสมสูงเกินเกณฑ์ปลอดภัย

แอปพลิเคชันการใช้งานในโรงพยาบาล ย่านความถี่ และผลกระทบต่อสุขภาพ

เครื่องมือแพทย์และระบบส่งสัญญาณในสถานพยาบาล มีการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในย่านความถี่ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งส่งผลให้เกิดผลกระทบกับร่างกายของบุคลากรทางการแพทย์ แตกต่างกันไปตามกลไกทางชีวภาพ ดังนี้

เครื่อง MRI เป็นระบบที่ซับซ้อนที่สุดในแง่ของงานอาชีวอนามัย เนื่องจากมีการใช้งานสนามแม่เหล็กไฟฟ้าถึง 3 ช่วงความถี่ร่วมกัน ซึ่งจะต้องทำการจำแนกเพื่อเลือกเครื่องมือวัดให้ถูกต้อง

  • สนามแม่เหล็กสถิต (Static Magnetic Field -B_0): ความถี่ 0 Hz (DC) มีความเข้มสนามสูงมาก (เช่น 1.5, 3 หรือ 7 Tesla)
    • ผลกระทบต่อสุขภาพ: ก่อให้เกิดผลกระทบทางประสาทสัมผัส (Sensory Effects) เช่น อาการเวียนศีรษะ (Vertigo) คลื่นไส้ มองเห็นแสงวาบในดวงตา (Retinal Phosphenes) หรือรับรสโลหะในปากเมื่อบุคลากรเคลื่อนไหวร่างกายอย่างรวดเร็วใกล้ตัวอุโมงค์ และมีความเสี่ยงขั้นรุนแรงจากแรงดึงดูดวัตถุแปลกปลอมที่มีคุณสมบัติเป็นแม่เหล็ก (Projectile Effect)
  • สนามแม่เหล็กแปรผัน (Gradient Magnetic Field): ย่านความถี่ต่ำ (Low Frequency: LF) ช่วง 10 Hz ถึง 10 kHz ใช้สำหรับการระบุตำแหน่งของภาพถ่าย
    • ผลกระทบต่อสุขภาพ: สนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กที่แปรผันตามเวลาในย่านนี้ จะเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไฟฟ้าภายในร่างกาย ไปกระตุ้นระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral Nerve Stimulation: PNS) ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อกระตุกซ้ำๆ หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะได้หากมีความเข้มเกินเกณฑ์
  • คลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Field -B_1): ย่านความถี่สูง (High Frequency: HF) ประมาณ 64 MHz (สำหรับเครื่อง 1.5T) หรือ 128 MHz (สำหรับเครื่อง 3T)
    • ผลกระทบต่อสุขภาพ: พลังงานคลื่นความถี่วิทยุจะถูกเนื้อเยื่อดูดซับและเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน (Thermal Effects) ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายแกนกลางหรือเฉพาะจุดสูงขึ้น เสี่ยงต่ออวัยวะที่มีระบบระบายความร้อนต่ำ เช่น เลนส์ตา (เสี่ยงต้อกระจก) และอัณฑะ รวมถึงเนื้อเยื่อไหม้ (RF Burns)
  • ย่านความถี่ที่ใช้งาน: ความถี่คลื่นสั้น (Shortwave Diathermy) ที่ 27.12 MHz หรือย่านไมโครเวฟ (Microwave Diathermy) ที่ 2.45 GHz
  • ผลกระทบต่อสุขภาพ: เครื่องมือจะปล่อยพลังงานความถี่วิทยุเข้มข้นสูงเพื่อบำบัดรักษาผู้ป่วย แต่หากนักกายภาพบำบัดหรือผู้ปฏิบัติงานยืนใกล้สายเคเบิลหรือแผ่นอิเล็กโทรดในระยะประชิด ร่างกายจะดูดซับพลังงานจากสนาม RF สูงเกินขีดจำกัด ก่อให้เกิดการสะสมความร้อนในเนื้อเยื่อลึกโดยไม่รู้ตัว
  • เครื่องมือแพทย์อื่นๆ: เช่น เครื่องจี้ไฟฟ้า (Electrosurgical Units: ESU) ทำงานในย่านความถี่ประมาณ 300 kHz ถึง 1 MHz ซึ่งอาจมีการรั่วไหลของสนามไฟฟ้าแรงสูงรอบตัวเครื่องและสายเคเบิลในห้องผ่าตัด
  • ย่านความถี่ที่ใช้งาน: ตั้งแต่ 800 MHz ถึง 6 GHz (และขยายไปถึงย่านมิลลิเมตรเวฟสูงสุด 90 GHz สำหรับเครือข่าย 5G ภายในโรงพยาบาล)
  • ผลกระทบต่อสุขภาพ: มุ่งเน้นการเฝ้าระวังผลกระทบทางความร้อนระดับต่ำ (Low Thermal Effects) จากการอยู่ภายใต้รัศมีการส่งสัญญาณจากสายอากาศภายในอาคารอย่างต่อเนื่องยาวนาน

ตารางเกณฑ์ขีดจำกัดการรับสัมผัสสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (0 Hz ถึง 90 GHz)

ระดับการรับสัมผัสสำหรับผู้ปฏิบัติงาน (Occupational Reference Levels) ตามมาตรฐาน ICNIRP

ช่วงความถี่ (f) ความแรงสนามไฟฟ้า (E) ความแรงสนามแม่เหล็ก (H) ความหนาแน่นฟลักซ์แม่เหล็ก (B) มาตรฐานอ้างอิง
0 Hz (DC Static) 1.6×106 A/m 2 T (ทั่วร่างกาย)

8 T (เฉพาะแขนขา)

ICNIRP 2009
1 Hz – 8 Hz 20 kV/m 1.6×106/ f2 A/m 0.2/ f2 T ICNIRP 2010
8 Hz – 25 Hz 20 kV/m 2×104/f A/m 0.025/f T ICNIRP 2010
25 Hz – 300 Hz 500/f kV/m 800 A/m 1 mT (1,000 µT) ICNIRP 2010
300 Hz – 3 kHz 500/f kV/m 2.4×105/f A/m 0.3/f T ICNIRP 2010
3 kHz – 100 kHz 170 V/m 80 A/m 100 µT ICNIRP 2010
100 kHz – 1 MHz 610 V/m 1.6/f A/m ICNIRP 2020
1 MHz – 10 MHz 610/f V/m 1.6/f A/m ICNIRP 2020
10 MHz – 400 MHz 61 V/m 0.16 A/m ICNIRP 2020
400 MHz – 2 GHz 3xf0.5 V/m 0.008xf0.5 A/m ICNIRP 2020
2 GHz – 90 GHz 137 V/m 0.36 A/m ICNIRP 2020

(หมายเหตุ: ค่า f ในสูตรคำนวณให้ใช้หน่วยตามที่ระบุไว้ในเล่มมาตรฐานสากลของช่วงความถี่นั้นๆ)

 

การดำเนินงานอาชีวอนามัยเพื่อประเมินความเสี่ยงจาก EMF ในสถานพยาบาลอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

  1. การชี้บ่งแหล่งกำเนิด (Source Identification): จัดทำบัญชีรายชื่อเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ส่งสัญญาณทั้งหมดที่มีการปล่อย EMF พร้อมระบุพิกัดตำแหน่งการใช้งานในโรงพยาบาล
  2. การจำแนกย่านความถี่และลักษณะสนาม (Characterization): แยกช่วงความถี่ของอุปกรณ์แต่ละชนิด (เช่น MRI มีทั้ง DC, LF, และ RF) เพื่อเลือกประเภทพารามิเตอร์หลักที่จะทำการตรวจวัด (สนามไฟฟ้า (E) หรือสนามแม่เหล็ก (H/B))
  3. การวางแผนและทำการตรวจวัดภาคสนาม (Exposure Measurement): ดำเนินการตรวจวัด ณ ตำแหน่งหน้างานที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องยืนปฏิบัติงานจริง (เช่น จุดควบคุมเครื่อง, ข้างเตียงกายภาพบำบัด) โดยใช้เครื่องมือวัดที่ได้มาตรฐานและผ่านการสอบเทียบ (Calibrated)
  4. การประเมินเทียบเกณฑ์มาตรฐาน (Compliance Evaluation): นำค่าที่วัดได้มาเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน ICNIRP หรือข้อกำหนด กสทช. โดยพิจารณาค่าเฉลี่ยตามเวลา (Time Averaging) และคำนวณผลกระทบสะสมหลายความถี่ (Weighted Results / % of Limit) เพื่อความแม่นยำ
  5. การกำหนดมาตรการควบคุมและเฝ้าระวังสุขภาพ (Control & Surveillance): หากพบจุดที่มีค่าเกินเกณฑ์ ต้องดำเนินมาตรการควบคุมทางวิศวกรรม (เช่น ติดตั้งแผ่นกั้น RF Shielding), มาตรการทางบริหารจัดการ (รักษาระยะห่าง Safety Distance, ติดป้ายเตือน), และเฝ้าระวังเป็นพิเศษในกลุ่มเสี่ยง (กลุ่มเปราะบาง เช่น บุคลากรที่ฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ Pacemaker หรือเจ้าหน้าที่ที่กำลังตั้งครรภ์)

การเลือกใช้อุปกรณ์ระดับอุตสาหกรรมจาก Narda Safety Test Solutions สำหรับงานอาชีวอนามัยในโรงพยาบาล สามารถจำแนกและเปรียบเทียบคุณสมบัติตามลักษณะหน้างานได้ ดังนี้

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติทางเทคนิค (Specifications Comparison)

สรุป

การบริหารจัดการความปลอดภัยจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าในโรงพยาบาล จำเป็นต้องอาศัยการประเมินความเสี่ยงทาง            อาชีวอนามัย (Risk Assessment) อย่างมีระบบและพิสูจน์ได้ตามมาตรฐาน การเลือกใช้เทคโนโลยีเครื่องวัดที่ได้มาตรฐานจาก  Narda STS ไม่ว่าจะเป็นระบบตรวจวัดหลักที่แม่นยำสูงอย่าง FieldMan ร่วมกับชุดหัววัดเฉพาะทาง, เครื่องเตือนภัยแบบบุคคลอย่าง RadMan2 LT/XT เพื่อลดความเสี่ยงหน้างานของเจ้าหน้าที่ หรือเครื่องวิเคราะห์สัญญาณเชิงลึกอย่าง SignalShark EMF ช่วยให้สถานพยาบาลสามารถควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางกายภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องตามเกณฑ์สากล ICNIRP และข้อกำหนดของ กสทช. พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยให้แก่บุคลากรทางการแพทย์อย่างยั่งยืน

สินค้าแนะนำ

PDPA Icon

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Necessary cookies
    Always Active

    Necessary cookies are essential for the functioning of the website, allowing you to use and browse the site normally. You cannot disable these cookies in our website's system.

Save