นวัตกรรมล่าสุดของการประเมินการความสั่นสะเทือนผ่านมือและแขน (Hand Transmitted Vibration)
ในภาคอุตสาหกรรมปัจจุบัน ปัญหา “โรคกลุ่มอาการจากการสั่นสะเทือนผ่านมือและแขน” (Hand transmitted Vibration Syndrome: HTVS หรือ HAVS) หรือที่รู้จักกันในชื่อ โรค/อาการนิ้วซีดขาว (Vibration White Finger, Raynaud’s phenomenon) หรืออาการชาตามปลายประสาทจากการใช้งานเครื่องจักรหรือเครื่องมือกลเป็นเวลานานถือเป็นโรคจากการทำงานที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง องค์กรสากล เช่น ISO, EU จึงไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาทาตรฐานวิธีการวัดค่าให้แม่นยำและสอดคล้องกับสรีรวิทยาของมนุษย์มากที่สุด
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการประเมินอย่างมากคือ “แรงกดของอุ้งมือ” (Contact Force/Grip Force) ที่ผู้ปฏิบัติงานกระทำต่อเครื่องมือ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อปริมาณพลังงานความสั่นสะเทือนที่ส่งผ่าน เข้าสู่ กล้ามเนื้อกระดูก หลอดเลือด และเส้นประสาท นำมาสู่การพัฒนาระบบการวัดในรูปแบบ PVM (Pressure Vibration Measurement) ในปัจจุบัน
การตรวจวัดความสั่นสะเทือนผ่านมือและแขน
การตรวจวัดนี้จำเป็นอย่างยิ่งในกลุ่มงานที่มีการใช้งานเครื่องมือที่เกิดแรงสั่นสะเทือนสูง เช่น:
- โรงงานอุตสาหกรรมและการผลิต (Industrial & Manufacturing):
- เครื่องเจียรลบลอย (Grinders) และเครื่องขัดผิวพ่นทราย
- บล็อกลมขันน็อต (Impact Wrenches) ในสายการประกอบรถยนต์หรือเครื่องจักรหนัก
- งานตอกหมุด (Riveting) ในอุตสาหกรรมการบินและต่อเรือ
- งานก่อสร้างและงานโยธา (Construction & Civil Engineering):
-
- เครื่องสกัดคอนกรีต (Jackhammers / Breakers)
- เครื่องตบดิน (Plate Compactors)
- งานด้านการแพทย์ (Medical):
-
- เครื่องกรอกฟัน (Dental driller)
- งานเกษตรกรรมและป่าไม้ (Agriculture & Forestry):
-
- เลื่อยยนต์ตัดไม้ (Chainsaws)
- เครื่องตัดหญ้าสะพายบ่า (Brush Cutters)
มาตรฐานที่ใช้ในการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพจากความสั่นสะเทือนผ่านมือและแขน มีดังนี้
1. มาตรฐาน ISO 5349:2001 มาตรฐานหลักสากลที่ใช้ในการประเมินการสัมผัสความสั่นสะเทือนของมือและแขน โดยแยกออกเป็น 2 ส่วนสำคัญคือ:
- ISO 5349-1:2001 (Mechanical vibration — Measurement and evaluation of human exposure to hand-transmitted vibration — Part 1: General requirements): กำหนดข้อกำหนดทั่วไปและฟังก์ชันการถ่วงน้ำหนักความถี่ : Wh (Frequency Weighting) ครอบคลุมช่วงความถี่ 6.3 Hz ถึง 1250 Hz โดยประเมินค่าความเร่งเฉลี่ยใน 3 แกน (X, Y, Z) รวมกัน (Vibration Total Value) เพื่อคำนวณเป็นค่า A(8) หรือความเร่งเฉลี่ยเต่อการทำงาน 8 ชั่วโมง
- ISO 5349-2:2001 (Part 2: Practical guidance for measurement at the workplace):แนวทางเชิงปฏิบัติในการติดตั้งเซนเซอร์และการวัดค่า ณ หน้างานจริง ซึ่ที่ถูกนำไปอ้างอิงในกฎหมายความปลอดภัยแรงงานของหลายประเทศทั่วโลก
2. มาตรฐาน ISO 18570:2017 / ISO/TR 18570:2017 (เน้นความเสี่ยงต่อระบบหลอดเลือด)
มาตรฐานเสริม (Supplementary Method) เพื่อใช้ ประเมินความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดนิ้วมือซีด (Vascular Disorders) โดยเฉพาะ เนื่องจากผลการวิจัยพบว่าการถ่วงน้ำหนัก Wh ของ ISO 5349:2001 นั้นจะให้ความสำคัญของความสั่นสะเทือนที่ความถี่สูงน้อยเกินไป
มาตรฐาน ISO 18570:2017 จึงกำหนดการถ่วงน้ำหนักใหม่คือ Wp ซึ่งจะเน้นช่วงความถี่ที่สูงขึ้น และที่สำคัญคือกำหนดให้พิจารณา “แรงสัมผัสและการกด” (Contact Force) ร่วมด้วย เพื่อประเมินค่า A(8) สำหรับวิเคราะห์ผลกระทบทางกายภาพหลอดเลือด
ค่ามาตรฐานความสั่นสะเทือนผ่านมือและแขน
ในการบริหารจัดการความปลอดภัย จะมีการกำหนดค่า Exposure Action Value (EAV) (ระดับที่ต้องเริ่มมีมาตรการควบคุม) และ Exposure Limit Value (ELV) (ระดับสูงสุดที่อนุญาตให้สัมผัส) ดังนี้
เครื่องมือตรวจวัดความสั่นสะเทือนผ่านมือและแขน
เปรียบเทียบเทคนิคการตรวจวัดความสั่นสะเทือนผ่านมือและแขน
ในการทำงาน การเลือกตำแหน่งและประเภทเซนเซอร์ส่งผลต่อผลการตรวจวัดค่าที่ได้เป็นอย่างมาก:
ข้อดีของการประเมินผลด้วยด้วยแรงกด (Contact Force Measurement)
1. ประเมินความเสี่ยงตามจริง (True Exposure Assessment): ในทางชีวกลศาสตร์ (Biomechanics) หากผู้ปฏิบัติงานบีบด้ามจับแน่นขึ้น (Grip Force สูง) เส้นเลือดจะตีบลงและรับความสั่นสะเทือนเข้าสู่กระดูกและหลอดเลือดมากขึ้น การวัดแรงกดทำให้เราคำนวณ “ปริมาณพลังงานที่ส่งผ่านจริง” ได้แม่นยำ
2. ควบคุมพฤติกรรมการทำงาน (Behavioral Training): สามารถใช้ข้อมูลแรงกดในการฝึกอบรมคนงานไม่ให้ “บีบหรือกดเครื่องมือแรงเกินไป” ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งในการลดความเสี่ยงโรค HAVS โดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องมือใหม่
3. ความถูกต้องตามมาตรฐานสากล: ป้องกันการตีความค่าผิดพลาด (Over/Underestimation) ในการรายงานผล
การตรวจวัดความสั่นสะเทือนแบบผ่านมือและแขนยุคใหม่ไม่ได้มองแค่ “ความแรงของเครื่องมือ” อีกต่อไป แต่มองลึกไปถึง “แรงกดที่อุ้งมือกระทำ” การเลือกใช้ชุดเครื่องมือที่เหมาะจึงเป็นการที่ตอบโจทย์ สามารถรองรับได้ทั้งการวัดพื้นฐานตาม ISO 5349:2001 และการวิเคราะห์เชิงลึกด้านผละกระทบต่อหลอดเลือดตาม ISO 18570:2017 ช่วยให้สามารถปกป้องพนักงานจากโรค HAVS ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด





